อารยธรรมใหญ่ที่เกิดขึ้น
ทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก
เฟื่องฟูขึ้นมาได้ในอดีต
เพราะว่าอารยธรรมเหล่านี้มีอาหารใจสำหรับมนุษย์
ใช้ได้กับทุกยุค
และอารยธรรมเหล่านี้สร้างตัวขึ้นมาจากศรัทธาในอุดมคติ
ซึ่งเป็นศรัทธาที่สร้างสรรค์
ในที่สุดอารยธรรมเหล่านี้เสื่อมสลายลงไป
เพราะคนชนิดเดียวกับเด็กนักเรียนแก่แดดยุคใหม่ของเรานี่เอง
คือมีท่าทางโก้เก๋ มีวิจารณญาณตื้นเขิน บูชาตัวเอง
เป็นนักต่อรองที่เข้มข้นในท้องตลาดผลประโยชน์และอำนาจ
มีความสามารถสูงในการเข้าไปจัดการกับสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน
เป็นคนที่เชื่อว่าจะซื้อดวงวิญญาณของมนุษย์ได้ด้วยเงินตรา
และโยนมันทิ้งลงในถึังขยะ
เมื่อมันถูกดูดให้เหือดแห้งไปแล้ว
และเป็นผู้ที่ในลำดับต่อมาได้รับการบีบคั้นผลักดัน
ด้วยพลังตัณหาอันร้ายกาจ
จุดไฟเผาบ้านคนที่อยู่ข้างเคียง
และตัวเองก็ถูกโอบล้อมจากเปลวเพลิงที่ร้อนแรงนั้นด้วย
อุดมคติที่ยิ่งใหญ่นี่เองที่สร้างสังคมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา
และตัณหามืดบอดบางอย่างทำลายสังคมนั้นลงไป
สังคมนั้นๆ เจริญเติบโตขึ้นมาได้
ตราบเท่าที่มันยังผลิตอาหารใจให้กับชีวิต
และมันจะเสื่อมสลายลงง
เมื่อมันเผาไหม้ชีวิตด้วยความอยากไ่ม่รู้จักพอของอัตตา
ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า
สัจจะเท่านั้นจะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความฉิบหาย
หาใช่วัตถุใดๆ เลย
(โรงเรียนต้นไม้ : โลกทั้งผองพบรวงรักที่พักพิง น. 109-110; คัดลอกมาจากหนังสือ วาทะปรัชญาเมธี รพินทรนาถ ฐากูร ของ ไพโรจน์ อยู่มณเทียร น.22-23)
สิ่งที่ รพิทรนาถ ฐากูร ได้กล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว เป้นประโยคอมตะที่ใช้ได้ทุกยุคสมัย ในเมื่อผู้คนยังวังวนอยู่กับการแก่งแย่งแข่งขันแย่งชิงทั้งอำนาจและผลประโยชน์ สังคมทุกวันนี้จึงดูว่าเกิดความปั่นป่วน เกิดไฟลุกขึ้นทั้งไฟภายนอกและไฟภายในจิตใจ ทั้งที่มีผู้รู้มากมายที่ช่วยบอกหนทางที่จะช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากหายนะ แต่ก็เหมือนว่ามนุษย์เรากลับเรียกร้องที่อยู่ก่อหายนะมากขึ้นทุกที ภาี่พที่กรุงเทพถูกเผาด้วยน้ำมือของคนไทยด้วยกันเอง มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่ชวนให้หดหู่ อย่างไรก็ตามผู้คนก็พยายามที่ที่จะเยียวยากันและกันฟื้นฟูกันและกัน สิ่งนี้อาจเป็นหนึ่งในอาหารใจที่ รพินทรนาถ ฐากูร กล่าวถึงก็เป็นได้ “สังคมนั้นๆ ยังคงเติบโตขึ้นมาได้ ตราบเท่าที่มีนยังผลิตอาหารใจให้กับชีวิต”
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังคงอยู่และไม่หายไปไหนก็คือตัณหาของมนุษย์ ที่พร้อมจะปะทุเชื้อไฟที่คอยเผาผลาญสิ่งดีงามทั้งหลายที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาอยู่ เราคงต้องช่วยกันเติมอาหารใจกันไปอีกนานแสนนาน พร้อมทั้งขจัดเชื้อเพลิงร้ายในดวงใจของเราออกไปด้วย ไม่เช่นนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่อาหารใจมีแรงน้อย ไฟก็อาจลุกท่วมบ้านของเราอีกครั้ง
ทุกคนคงต้องมาช่วยกันอย่างจริงจัง ช่วยกันที่จะปฏิบัติในหน้าที่ของตนให้ดี ปฏิบัติโดยยึดสัจจะไว้ในดวงใจ การช่วยเหลือกันโดยหวังผลประโยชน์ ชื่อเสียง หรือแม้แต่ผลงานเป็นที่ตั้งไม่ได้เป็นการช่วยเหลือที่แท้จริง ไม่ได้ช่วยให้สิ่งเหล่านี้หมดไป เราจักต้องทิ้งอัตตาของเราลงไปเพื่อที่จะอุทิศตนเองไปเป็นอาหารใจแก่เพื่อนมนุษย์อย่างไม่เลือกฝักเลือกฝ่าย มาเป็นผู้ที่มีวิจารณญาณอันลึกซึ้ง ที่ยอมแม้จะเสียไปซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อความผาสุขของสังคมกันเถิดครับ