ช่วง 2-3 ปี มานี้เวลาผมออกไปซื้อของแถวบ้านเวลาเย็นๆ จะมีภาพที่ผมเห็นเป็นประจำอยู่ภาพหนึ่ง คือภาพที่ผู้ชายคนหนึ่งอุ้มเด็กผู้หญิงตัวเล็กเดินไปมาแล้วหยุดคุยกับผู้คนแถวนั้น ตั้งแต่หนูน้อยคนนี้ยังแบเบาะไม่รู้เรื่องอะไรจนเดี๋ยวนี้กลายเป็น สาวตัวน้อยๆ (น้อยมาก) ที่วิ่งเล่นพูดคุยกับผู้คนที่เธอคุ้นเคยอย่างฉะฉาน เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ มาร้องเพลงพร้อมท่าเต้นที่เรียนมากโรงเรียนเนสเซอร์รี่ คำถามที่คอยถามจากป่าป๊า ท่าสวัสดีที่สวยที่สุดเท่าที่เธอทำได้ยามที่เราได้เจอกัน ทั้งหมดนั้นทำให้ผู้คนแถวนั้นทุกคนมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนหน้ารวมทั้งผมด้วย เธอมีชื่อที่น่ารักว่า “น้องพอเพียง”
ทุกวันที่ผมได้เห็นความน่ารักของเด็กคนนี้ทำให้ผมนึกย้อนถึงตัวเองในสมัยที่เราเป็นเด็ก ตอนนั้นเราเป็นอย่างไร เราคิด เราชอบ เรามองเห็นอะไรอยู่ในสายตาบ้าง ความทรงจำเก่าสุดที่ผมนึกออกตอนนั้เป็นวันที่คุณพ่อกำลังพาผมไปสมัครเข้าเรียน ด้วยวัยสองขวบกว่าๆของผมในตอนนั้น ผมจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเองตอนนั้นได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่รู้ว่าเป็นความรู้สึกตื่นเต้น และลุ้นว่าเราจะได้เข้าเรียนหรือไม่ ภาพที่นึกออกคือภาพที่ตัวผมเองนั่งอยูในรถ น่าจะนั่งรอผลการเจรจาของพ่อกับครู มาจำได้อีกทีคือผมได้เดินไปที่ห้องเรียนชั้นอนุบาล แต่ไม่ใช่โรงเรียนแรกที่พ่อพาไป นึกออก ว่ามีเพื่อนผู้หญิงที่อายุมากกว่าผม (ที่จริงทุกคนก็อายุมากกว่าผม) เป็นคนเดินมาจูงมือผมไปนั่งหรือเล่นในกลุ่มด้วย นึกภาพตัวเองที่ร้องไห้หาแม่ไม่ออกแต่นึกภาพที่แม่มาป้อนนมก่อนนอนกลางวันที่โรงเรียนได้ พยายามนึกว่าเราเคยทำอะไรที่ดูน่ารักๆ หรือทำให้คนรอบข้างหน้าเปื้อนยิ้มเหมือนน้องพอเพียงทำบ้างหรือเปล่า ภาพที่ผมนึกออกมีแต่ภาพที่ผมเล่นกับเพื่อน ไม่วาจะเล่นขายของ เล่นพ่อแม่ลูก เล่นเป็นครู เล่นปีนป่าย ปั้นทราย วิ่งไล่จับ เล่นต่อสู้ ภาพที่อยู่กับครอบครัว นอนหนุนแขนพ่อดูทีวี ซ้อนจักรยานแม่ไปโรงเรียน ไปเล่นกับพวกน้าๆ ไปลุ้นกับพ่อที่ข้างห้องคลอดตอนแม่คลอดน้อง
นึกถึงตัวเองตอนนี้ก็เริ่มมีรอยยิ้มบางๆขึ้นมาบ้างครับ นึกถึงอุปนิสัยของผมตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่ขี้อายมากๆครับ ถึงขั้นขี้กลัวด้วยซ้ำ จำได้ว่าเคยกลัวพลุมาก เวลามีพลุผมจะร้องไห้จนพ่อต้องพาขับรถหนีไปไกลๆ เวลาที่เขาจุดพลุกัน หลายครังต้องเอามือมาป้องหูผมไว้ เพื่อลดความดัง จำได้ว่าควาขี้อายของผมมันมากเหลือเกินเวลาเจอคนแปลกหน้า หรือหน้าแปลก แม้แต่หน้าสวย น่ารัก คนที่ผมแอบชอบ หรือปลื้ม(มันก็แทบไม่เหลือใครแล้ว) ผมไม่กล้าคุยด้วยเลยสักคน แม้แต่สบตาผมก็ยังเขินอายเลย จะมองว่าอาการเหล่านั้นมันดูน่ารักได้ไหม ถ้าไม่ใช่ตัวเองก็อาจน่ารักก็ได้(หรือว่าน่ารำคาญก็ไม่รู้นะ)
นึกถึงตอนเป็นเด็กแล้วมันมีความสุขครับ แต่ชีวิตวัยเด็กก็ใช่ว่าจะมีแต่มุมที่น่ารักเพียงอย่างเดียว หลายๆคนบอกว่าเด็กนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาว แต่สำหรับผมกลับคิดต่างออกไป ครั้งหนึ่งผมเคยได้สนทนากับพี่หมอ(นายแพทย์บัลลังค์ เหลืองวรานันท์) คุยกันถึงประเด็นนี้เท่าที่ผมจำได้พี่หมอก็มีความคิดว่าเด็กแต่ละคนเกิดมาต่างมีบางสิ่งบางอย่างติดตัวมาตั้งแต่เกิดซึ่งพี่หมอก็ได้เล่าถึงน้องปังปอนด์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ผมได้ฟังแล้วก็เห็นด้วย เพราะเด็กแต่ละคนนั้นเกิดมาต่างก็มีอุปนิสัยเฉพาะตัวเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็คงไม่ถึงกับเปื้อนสีใดออกมาเลยเสียทีเดียว ผมคิดว่าเด็กก็เป็นผ้าขาวนั่นแหละครับแต่ผ้าเหล่านั้นอาจไวต่อสีที่แตกต่างกันไปบ้างเท่านั้น ดังนั้นผ้าขาวแต่ละผืนก็มีสิทธิที่จะซึมซับบางสิ่งบางอย่างเข้าไปมาก บางอย่างเข้าไปน้อยไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตามโดยเนื้อแท้ทุกคนก็ยังเป็นผ้าขาว
ตอนวัยสองสามขวบนั้นผมเคยโกรธเพื่อนคนหนึ่งมาก เพื่อนคนนี้เป็นเหมือนเด็กเกเรประจำห้อง จะชอบแกล้งคนโน้นคนนี้เป็นประจำ ตัวใหญ่มีแรงเยอะ ชอบใช้กำลัง วันนั้นหลังเลิกเรียน พ่อกับพรรคพวกขอท่านมาเล่นฟุตบอลกันที่สนามบอลโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ โดยผมก็ติดสอยห้อยตามพ่ออยู่ที่ข้างสนาม ผมมีลูกฟุตบอลลูกหนึ่งที่พ่อให้ไว้ฝึกเตะฟุตบอล ผมก็เล่นอยู่ตัวนเดียว สักพักหนึ่งบอลก็ถูกแย่งไปด้วยน้ำมือของเพื่อนคนที่ว่านี้ เพื่อนคนนั้นอุ้มลูกบอลของผมแล้ววิ่ง ไม่ถึงกับวิ่งหนีแต่เป็นการวิ่งยั่วให้ผมไล่ตามมากกว่า ตอนนั้นรู้สึกไม่พอใจเพื่อนมาก พยายามวิ่งไล่ตามเพื่อจะเอาลูกฟุตบอลคืนมาจากเจ้าวายร้ายนั่นอย่างสุดชีวิต แต่วิ่งไปก็ไม่ทัน เพื่อนเจ้ากรรมก็หยุดรอ พอผมวิ่งไปถึงมันก็ยกบอลล่อหลอกหลบหลีกไม่ให้ผมแย่งไปได้ สีหน้าของหมอนั่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะ เสียงเร่งเราให้ผมเข้าไปแย่งมาจากปากของเขาอยู่ต่ลอดเวลา ส่วนผมมีแต่คำพูดว่า “เอาคืนมานะ” พร้อมด้วยน้ำตาที่เริ่มปริ่มออกมาเรื่อยๆ
ความโกรธ ความเสียใจ ความท้อแท้ ถาโถมเข้ามา ความอึดอัดที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ความเคียดแค้นเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันรู้ตัวกำปั้นของผมถูกส่งออกไปเต็มแรง เป้าหมายอยู่ที่บริเวณปากของเพื่อนคนนั้น ผลคือเลือดสีแดงสดไหลเต็มทั้งปากและกำปั้นของผม ลูกบอลหลุดจากมือเพื่อน ผมรีบคว้าเอาไว้แล้ววิ่งไปหาพ่อที่นั่งดูอยู่ไกลๆทันที เลือดยังคงไหลจากกำปั้นของผมและปากของเพื่อนคนนั้นอยู่ เขาวิ่งตามผมมาด้วยใบหน้าที่เจ็บแค้น พ่อผมออกเสียงห้ามเพื่อนเอาไว้ เขาเดินกลับบ้านด้วความเจ็บแค้น ผมนั่งร้องไห้อยู่บนตักพ่อไม่รู้ว่าร้องด้วยสาเหตุใดบ้าง เจ็บใจ โกรธ กลัว เจ็บมือ อันไหนย้างผมก็ไม่แน่ใจตัวเอง รู้แต่ตอนนั้นร้องไห้ รู้ว่าตอนนั้นไม่ชอบเพื่อนคนนี้ จะไม่คุย ไม่เล่น ไม่ยุ่งด้วย
ทุกวันนี้รอยฟันของเพื่อนที่เจาะเข้าไปในกำปั้นของผมยังคงมีอยู่ เป็นรอยที่ผมมองมือตัวเองเมื่อไหร่ก็คิดถึงเพื่อนคนนี้เสมอ เราไม่ได้เจอกันมานานร่วมสิบปีได้แล้ว แต่เขาก็ยังเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ผมระลึกถึงอยู่เสมอ หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็ดำเนินชีวิตกันไปตามปกติแล้วก็ห่างและจากกันตามวันเวลาและเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน ผมจำได้รางๆว่า เราพูดคุยกันเรื่องสุขภาพของยายของเพื่อนผมคนนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ความรู้สึกที่เจอกันตอนนั้นบนใบหน้าของเราทั้งคู่มีแต่รอยยิ้ม มีแต่ความรู้สึกยินดีที่ได้เจอเพื่อนเก่า ความเจ็บแค้นเมื่อตอนนั้นไม่รู้ว่ามันหายไปที่ไหน รู้แต่ว่าผมมีรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงเพื่อนคนนี้ ผ้าขาวกลับมาขาวได้บ้างแล้ว
ตอนที่ผมเขียนอยู่นี้ ผู้คนในประเทศเราล้วนโดนสีต่างๆ มาย้อม จิตใจหลายคนบอบช้ำ หลายคนมีความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง โกรธแค้น อึดอัด สะใจ คลุ้มคลั่ง ตื่นเต้น สนุกสนาน เบื่อหน่าย เซ็ง เครียด กลุ่มใจ เศร้า และอีกหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาแล้วก็ซึมซับกันไว้ในหัวใจ จนเราอาจจะลืมตัวตนของเราที่เป็นผ้าขาวไปแล้ว ผมสงสัยและมีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจผมมานานหลายปีมาแล้วว่า ฮิตเลอร์ ก็เคยเป็นเด็กใช่ไหม แล้วตอนเด็กเขาเป็นอย่างไร โจรผู้ร้าย ฆาตรกร ก็ต้องเคยเป็นเด็กใช่ไหม ตอนเด็กเขาเป็นอย่างไร ผู้คนทุกคนต้องเคยเป็นเด็ก ผมเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่าตอนนั้นทุกคนต้องมีความน่ารักอย่างน้องพอเพียง เวลาเรามองเด็กตัวน้อยๆ ด้วยวัยเท่านั้น เราจะเห็นว่าเขาน่ารักทุกคน แล้วเราก็จะมองว่าตัวเองในปัจุบันนั้นน่ารักสู้ตัวเองตอนนั้นไมได้เลย วันนี้ผมถามคำถามนี้กับตัวเอง ผมได้พบกับตัวตนของตัวเองตอนที่เป็นผ้าขาว ผมรู้สึกสงบอย่างประหลาดแม้สถานการณ์รอบตัวจะวุ่นวายอยู่ ถ้าใครยังมีจิตใจว้าวุ่นอยู่ลองตอบคำถามนี้หน่อยนะครับ “ตอนเด็กๆพวกคุณเป็นอย่างไร?”
ปล. เพื่อนผมชื่อว่าเอกครับ คือผมมีเพื่อชื่อว่าเอกเยอะมากเลย เวลานึกถึงเพื่อที่ชื่อเอกสักคน หน้าจะลอยเข้ามาเยอะไปหมด มีตั้งแต่เพื่อนสมัยอนุบาลยันมหาวิทยาลัยเลยครับ
Posted by blackdogsworld on มิถุนายน 8, 2010 at 3:37 pm
เออ อ่านแล้วรู้สึกดีว่ะ
เขียนได้ดี เขียนได้ถูกต้อง เราอ่านแล้ว เราชอบมาก
หึหึ