วันนี้….

วันนี้….

14.35 น. วันที่ 14 กรกฏาคม 2553 เสียงโทรศัพท์มือของผมดังขึ้น เป็นแม่ของผมเองที่โทรเข้ามา ช่วงสองวันนี้ผมคุยโทรศั้พท์กับแม่จนนับครั้งไม่ถ้วนมาก ทั้งหมดเป็นเรื่องของลุงของผมซึ่งเป็นพี่ชายของแม่ที่ประสบอุบัติเหตุมาร่วม 40 วันแล้ว ครั้งนี้แม่โทรมาบอกว่า “ลุงเค้าไปแล้วนะ….”

ตั้งแต่เด็กทุกวันปีใหม่ครอบครัวทางแม่ของผมจะรวมตัวกันจัดงานปีใหม่ที่บ้านยาย ผมจำไม่ได้แล้วว่าปีแรกที่จัดนั้นมันเป็นปีไหน ที่จำได้คือมันเป็นวันที่พวกเด็กๆมีความสุขมากเราจะได้กินดื่มกันอย่างเต็มที่ และแน่นอนมันเป็นวันที่พวกเราจะได้รับเงินขวัญถุงปีใหม่จากบรรดาญาติผู้ใหญ่กัน รวมทั้งมีการจับฉลากของขวัญปีใหม่ และของขวัญที่ทุกคนเฝ้ารอทั้งเด็กและผู้ใหญ่นั่นก็คือของขวัญของลุงทรง

ผมก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่เฝ้าฝันว่าปีนี้จะจับได้ของขวัญของลุงทรงหรือเปล่า แต่วันหนึ่งผมก็เห็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ของลุงทรงนั่นคือความรักที่ลุงมีให้แก่คนในครอบครัว ชีวิตครอบครัวของลุงทรงในจบลงในเวลาไม่นานนัก ผมยังจำไม่ได้เลยว่าเคยเห็นหน้าน้องชายที่เป็นลูกของลุงบ้างหรือ รู้แต่ว่าลุงมีลูกชายชื่อจิบ เป็นหลานชายคนที่เจ็ดของตากับยาย (ผมเป็นหลานคนที่สอง) แต่ความรักที่ลุงมีให้กับพี่น้องโดยเฉพาะพ่อกับแม่ของลุงนั้นติดตรึงใจของผมมาก

ภาพของลุงที่หลั่งน้ำตาแห่งความอาลัยรักเมื่อวันที่เผาน้าช้าง น้องชายของลุง วันนี้นผมนั่งอยู่ข้างลุงทรง ร่างน้าช้างกำลังถูกเผาอยู่ในเมรุ พวกเรานั่งพนมมือส่งน้าผู้เป็นที่รัก ลุงทรงผู้เป็นพี่ชายของน้าช้างนั่งพนมมือน้ำตาหลั่งไหลอกมาอย่างไม่ขาดสาย ผมสัมผัสได้ถึงความรักที่ลุงมีให้แก่คนในครอบครัวเป็นครั้งแรกก็วันนั้นเอง

ภาพของลุงทรงที่ติดตรึงใจนอกจากบุคลิกภาพที่เป็นคนเปิดเผย ร่าเริง รักสนุก มีพวกพ้องมากมาย แต่ภาพที่ผมประทับใจคือยามที่ลุงลาพ่อลแม่ของลุง ทุกครั้งลุงจะก้มกราบลงแทบตักของตาและยาย ผมสัมผัสได้ถึงควารักที่ลุงมีต่อพ่แม่องท่านอย่างที่สุด เป็นความรักและความคิดถึงทีจะต้องจากพ่อแม่ไปอีกแล้ว

วันนี้เป็นวันที่ลุงจากพ่อแม่และครอบครัวที่ตนเองรักเป็นที่สุดโดยไม่มีโอกาสกลับมาอีกแล้ว แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าความรักที่ลุงมีต่อทุกคนไม่ว่าจะป็นพ่อแม่ญาติพี่น้อง รวมทั้งเพื่อนผองมากมายของลุงจะยังคงอยู่ตลอดไป อย่างน้อยก็ในหัวใจของผม ช่วงที่ลุงนอนป่วยในโรงพยาบาลเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงอานุภาพของความรักและมิตรภาพ เห็นถึงสิ่งที่ลุงเป็นที่สะม้อนกลับมาด้วยแรงใจอันล้นหลามที่มาเยี่ยมเยียน แม้ว่าลุงจะไม่สามารถทักทายใครได้เลย แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าลุงรับรู้และสัมผัสได้ถึงความห่วงและแรงใจที่ทุกคนพยายามส่งถึง

ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ลุงอยุ่ในอาการโคมา มีภาวะแกนสมองช้ำแพทย์ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยใดๆได้ แต่อาการของลุงกลับค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ ผมเข้าไปเยี่ยมลุงในวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฏาคม ลุงลืมตาและพยายามลืมตาเพื่อจะพบกับทุกคนที่มาเยี่ยมท่าน ผมแน่ใจว่าการรับรู้ของลุงกลับมาแล้วแม้จะยังสื่อสารอะไรไม่ได้มากนัก หัวค่ำของวันอังคาร ป้าอ้อยแฟนของลุงโทรมาหาผมบอกว่าอยู่ดีๆความดันของลุงก็ตกมากและมีอาการหอบอย่างรุนแรง ทั้งๆทีวันนี้เป็นวันที่ลุงลืมตาได้นานและแสดงออกทางสหน้าเพื่อสื่อสารกับเราได้ดี เป็นวันที่ลุงเห็นลูกชายของตัวเองที่ไปเติบโตอยู่ที่สวีเดนแล้วมีสีหน้าที่บอกถึงความดีใจอย่างที่สุด แต่เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงอะไรๆก็เปลี่ยนไป ผมโทรไปสอบถามความเห็นจากพี่หมอบัลลังค์ที่กรุณาให้คำปรึกษาแก่ผมมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่ลุงผมเข้าโรงพยาบาล พี่หมอพูดถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่เป็นไปได้นั่นคือการติดเชื้อในกระแสเลือด ระหว่างที่ผมนั่งภาวนาว่าของให้เป็นด้วยสาเหตุอื่น แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ที่เข้ามาจากป้าก็เป็นสิงที่ผมไม่อยากได้ยินเลย ลุงติดเชื้อในกระแสเลือดจริงๆ ผมเดินทางไปโรงพยาบาลในตอนประมาณ 5 ทุ่ม โดยมีปลาอาสาไปเป็นเพื่อนผมด้วยความเป็นห่วง ผมมาถึงที่เกษมราษฎร์ บางแค ประมาณเที่ยงคืน เห็น ตา พี่สะใภ้ของป้า และเจ้านายกับพรรคพวกของลุงนั่งอยู่หน้า ICU ผมเดินเข้าไปหาลุงมีน้าอาทิตย์น้องชายคนเล็กของลุงกุมมือลุงอยู่ ความดันของลุงเพิ่มขึ้นมาเนื่องจากได้รับยากระตุ้นความดัน แต่ก็เป็นยาที่แรงที่สุดเท่าที่จะให้ได้แล้ว ผมได้แต่ภาวนาให้ปาฏิหาริย์มีจริง ผมออกมาเพื่อพูดคุยกับตา เจ้านายและพรรคพวกของลุงขอตัวลากลับ อีกพักใหญ่พ่อแม่ พี่ชาย และหลานตัวน้อยของป้าก็มาถึงโรงพยาบาล สักครู่ป้าก็มาพร้อมกับลูกชายของลุงหลังจากที่กลับบ้านไปไหว้พระตามคำแนะนำของเจ้านายลุง ทุกคนมีสีหน้าตึงเครียดและเป็นกังวล ผมรู้สึกว่ามันเป็นภาวะที่ยากจริงๆ เราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่ามีสิ่งใดที่รอเราอยู่แต่เราก็ไม่อยากจะหมดหวัง หากแต่ก็ต้องเตรียมใจยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ผมกลับมาที่บ้านตอนตีสาม

ช่วงสายผมโทรไปถามป้าว่าลุงเป็นอย่างไรบ้าง ความดันของลุงกลับมาแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าเชื้อที่ติดนั้นคือเชื้ออะไร บ่ายป้าโทรมาบอกว่าหมอกำลังป้ำหัวใจ ใจของผมหล่นวูบพยายามตั้งสติและรับฟังน้ำเสียงของป้า รับรู้ได้ถึงความเศร้าแต่แฝงด้วยความเข้มแข็ง ผมนึกถึงแม่และตากับยาย ผมโทรบอกแม่ ผมบอกให้แม่เตรียมใจ และจากนั้นสิ่งที่ผมไม่อยากยินก็มาจนได้

ตาเป็นคนตัดสินใจด้วยความเจ็บปวดอย่าที่สุดให้ปล่อยลูกชายสุดที่รักของท่านไปเพราะสงสารลูกอย่างสุดหัวใจที่ลูกต้องทรมาน ตามาอยู่เฝ้าลุงตั้งแต่วันแรกที่ลุงเข้าโรงพยาบาล มาตั้งแต่ตีสี่ กลับไปพักที่บ้านน้าก็ดึกดื่น บางวันก็นอนทีหน้าห้อง ICU นั่เสียเลยก็มี

ตอนนี้ลุงจากไปแล้ว ผมดีใจขึ้นมาเมื่อได้ยินว่ายายไม่เป็นอะไรเพราะเตรียมใจไว้แล้วเมื่อทราบข่าวที่ไม่มีใครกล้าบอกจนต้องรอให้แม่ผมเดินทางไปบอก ทุกคนจัดเตรียมสถานทีเพื่อรอลุงผู้เป็นที่รักของทุกคนกลับมายังบ้านเกิด

วันที่แสนหนักหน่วงและยาวนานทางจิตใจของผมกำลังผ่านพ้นไปเช่นเดียวกับชีวิตของลุง “ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนแต่มีเวลาของมัน” ประโยคที่ประทับอยู่ในใจของผมตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินจากอาจารย์โสรีช์ กำลังก้องอยู่ในใจของผมเพื่อที่จะเยียวยาใจตนเอง ความรัก ความคิดถึง หลากหลายความรู้สึกมันประดังเข้ามา สีหน้าของลุงที่รวบรวมกำลังเพื่อลืมตามามองและยิ้มให้ผมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามันยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ

“หลับอย่างสงบนะครับคุณลุง…….”

ฤา โลกเรายังต้องวนอยู่ในสัจธรรมนี้ต่อไป

อารยธรรมใหญ่ที่เกิดขึ้น

ทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก

เฟื่องฟูขึ้นมาได้ในอดีต

เพราะว่าอารยธรรมเหล่านี้มีอาหารใจสำหรับมนุษย์

ใช้ได้กับทุกยุค

และอารยธรรมเหล่านี้สร้างตัวขึ้นมาจากศรัทธาในอุดมคติ

ซึ่งเป็นศรัทธาที่สร้างสรรค์

ในที่สุดอารยธรรมเหล่านี้เสื่อมสลายลงไป

เพราะคนชนิดเดียวกับเด็กนักเรียนแก่แดดยุคใหม่ของเรานี่เอง

คือมีท่าทางโก้เก๋ มีวิจารณญาณตื้นเขิน บูชาตัวเอง

เป็นนักต่อรองที่เข้มข้นในท้องตลาดผลประโยชน์และอำนาจ

มีความสามารถสูงในการเข้าไปจัดการกับสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน

เป็นคนที่เชื่อว่าจะซื้อดวงวิญญาณของมนุษย์ได้ด้วยเงินตรา

และโยนมันทิ้งลงในถึังขยะ

เมื่อมันถูกดูดให้เหือดแห้งไปแล้ว

และเป็นผู้ที่ในลำดับต่อมาได้รับการบีบคั้นผลักดัน

ด้วยพลังตัณหาอันร้ายกาจ

จุดไฟเผาบ้านคนที่อยู่ข้างเคียง

และตัวเองก็ถูกโอบล้อมจากเปลวเพลิงที่ร้อนแรงนั้นด้วย

อุดมคติที่ยิ่งใหญ่นี่เองที่สร้างสังคมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา

และตัณหามืดบอดบางอย่างทำลายสังคมนั้นลงไป

สังคมนั้นๆ เจริญเติบโตขึ้นมาได้

ตราบเท่าที่มันยังผลิตอาหารใจให้กับชีวิต

และมันจะเสื่อมสลายลงง

เมื่อมันเผาไหม้ชีวิตด้วยความอยากไ่ม่รู้จักพอของอัตตา

ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า

สัจจะเท่านั้นจะช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความฉิบหาย

หาใช่วัตถุใดๆ เลย

(โรงเรียนต้นไม้ : โลกทั้งผองพบรวงรักที่พักพิง น. 109-110; คัดลอกมาจากหนังสือ วาทะปรัชญาเมธี รพินทรนาถ ฐากูร ของ ไพโรจน์ อยู่มณเทียร น.22-23)

สิ่งที่ รพิทรนาถ ฐากูร ได้กล่าวไว้เมื่อนานมาแล้ว เป้นประโยคอมตะที่ใช้ได้ทุกยุคสมัย ในเมื่อผู้คนยังวังวนอยู่กับการแก่งแย่งแข่งขันแย่งชิงทั้งอำนาจและผลประโยชน์ สังคมทุกวันนี้จึงดูว่าเกิดความปั่นป่วน เกิดไฟลุกขึ้นทั้งไฟภายนอกและไฟภายในจิตใจ ทั้งที่มีผู้รู้มากมายที่ช่วยบอกหนทางที่จะช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากหายนะ แต่ก็เหมือนว่ามนุษย์เรากลับเรียกร้องที่อยู่ก่อหายนะมากขึ้นทุกที ภาี่พที่กรุงเทพถูกเผาด้วยน้ำมือของคนไทยด้วยกันเอง มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่ชวนให้หดหู่ อย่างไรก็ตามผู้คนก็พยายามที่ที่จะเยียวยากันและกันฟื้นฟูกันและกัน สิ่งนี้อาจเป็นหนึ่งในอาหารใจที่ รพินทรนาถ ฐากูร กล่าวถึงก็เป็นได้ “สังคมนั้นๆ ยังคงเติบโตขึ้นมาได้ ตราบเท่าที่มีนยังผลิตอาหารใจให้กับชีวิต”

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังคงอยู่และไม่หายไปไหนก็คือตัณหาของมนุษย์ ที่พร้อมจะปะทุเชื้อไฟที่คอยเผาผลาญสิ่งดีงามทั้งหลายที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาอยู่ เราคงต้องช่วยกันเติมอาหารใจกันไปอีกนานแสนนาน พร้อมทั้งขจัดเชื้อเพลิงร้ายในดวงใจของเราออกไปด้วย ไม่เช่นนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่อาหารใจมีแรงน้อย ไฟก็อาจลุกท่วมบ้านของเราอีกครั้ง

ทุกคนคงต้องมาช่วยกันอย่างจริงจัง ช่วยกันที่จะปฏิบัติในหน้าที่ของตนให้ดี ปฏิบัติโดยยึดสัจจะไว้ในดวงใจ การช่วยเหลือกันโดยหวังผลประโยชน์ ชื่อเสียง หรือแม้แต่ผลงานเป็นที่ตั้งไม่ได้เป็นการช่วยเหลือที่แท้จริง ไม่ได้ช่วยให้สิ่งเหล่านี้หมดไป เราจักต้องทิ้งอัตตาของเราลงไปเพื่อที่จะอุทิศตนเองไปเป็นอาหารใจแก่เพื่อนมนุษย์อย่างไม่เลือกฝักเลือกฝ่าย มาเป็นผู้ที่มีวิจารณญาณอันลึกซึ้ง ที่ยอมแม้จะเสียไปซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อความผาสุขของสังคมกันเถิดครับ

ตอนคุณยังเด็กคุณเป็นอย่างไร?

ช่วง 2-3 ปี มานี้เวลาผมออกไปซื้อของแถวบ้านเวลาเย็นๆ จะมีภาพที่ผมเห็นเป็นประจำอยู่ภาพหนึ่ง คือภาพที่ผู้ชายคนหนึ่งอุ้มเด็กผู้หญิงตัวเล็กเดินไปมาแล้วหยุดคุยกับผู้คนแถวนั้น ตั้งแต่หนูน้อยคนนี้ยังแบเบาะไม่รู้เรื่องอะไรจนเดี๋ยวนี้กลายเป็น สาวตัวน้อยๆ (น้อยมาก) ที่วิ่งเล่นพูดคุยกับผู้คนที่เธอคุ้นเคยอย่างฉะฉาน เล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ มาร้องเพลงพร้อมท่าเต้นที่เรียนมากโรงเรียนเนสเซอร์รี่ คำถามที่คอยถามจากป่าป๊า ท่าสวัสดีที่สวยที่สุดเท่าที่เธอทำได้ยามที่เราได้เจอกัน ทั้งหมดนั้นทำให้ผู้คนแถวนั้นทุกคนมีรอยยิ้มเปื้อนอยู่บนหน้ารวมทั้งผมด้วย เธอมีชื่อที่น่ารักว่า “น้องพอเพียง”

ทุกวันที่ผมได้เห็นความน่ารักของเด็กคนนี้ทำให้ผมนึกย้อนถึงตัวเองในสมัยที่เราเป็นเด็ก ตอนนั้นเราเป็นอย่างไร เราคิด เราชอบ เรามองเห็นอะไรอยู่ในสายตาบ้าง ความทรงจำเก่าสุดที่ผมนึกออกตอนนั้เป็นวันที่คุณพ่อกำลังพาผมไปสมัครเข้าเรียน ด้วยวัยสองขวบกว่าๆของผมในตอนนั้น ผมจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตัวเองตอนนั้นได้ไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่รู้ว่าเป็นความรู้สึกตื่นเต้น และลุ้นว่าเราจะได้เข้าเรียนหรือไม่ ภาพที่นึกออกคือภาพที่ตัวผมเองนั่งอยูในรถ น่าจะนั่งรอผลการเจรจาของพ่อกับครู มาจำได้อีกทีคือผมได้เดินไปที่ห้องเรียนชั้นอนุบาล แต่ไม่ใช่โรงเรียนแรกที่พ่อพาไป นึกออก ว่ามีเพื่อนผู้หญิงที่อายุมากกว่าผม (ที่จริงทุกคนก็อายุมากกว่าผม) เป็นคนเดินมาจูงมือผมไปนั่งหรือเล่นในกลุ่มด้วย นึกภาพตัวเองที่ร้องไห้หาแม่ไม่ออกแต่นึกภาพที่แม่มาป้อนนมก่อนนอนกลางวันที่โรงเรียนได้ พยายามนึกว่าเราเคยทำอะไรที่ดูน่ารักๆ หรือทำให้คนรอบข้างหน้าเปื้อนยิ้มเหมือนน้องพอเพียงทำบ้างหรือเปล่า ภาพที่ผมนึกออกมีแต่ภาพที่ผมเล่นกับเพื่อน ไม่วาจะเล่นขายของ เล่นพ่อแม่ลูก เล่นเป็นครู เล่นปีนป่าย ปั้นทราย วิ่งไล่จับ เล่นต่อสู้ ภาพที่อยู่กับครอบครัว นอนหนุนแขนพ่อดูทีวี ซ้อนจักรยานแม่ไปโรงเรียน ไปเล่นกับพวกน้าๆ ไปลุ้นกับพ่อที่ข้างห้องคลอดตอนแม่คลอดน้อง

นึกถึงตัวเองตอนนี้ก็เริ่มมีรอยยิ้มบางๆขึ้นมาบ้างครับ นึกถึงอุปนิสัยของผมตอนเด็กๆ ผมเป็นเด็กที่ขี้อายมากๆครับ ถึงขั้นขี้กลัวด้วยซ้ำ จำได้ว่าเคยกลัวพลุมาก เวลามีพลุผมจะร้องไห้จนพ่อต้องพาขับรถหนีไปไกลๆ เวลาที่เขาจุดพลุกัน หลายครังต้องเอามือมาป้องหูผมไว้ เพื่อลดความดัง จำได้ว่าควาขี้อายของผมมันมากเหลือเกินเวลาเจอคนแปลกหน้า หรือหน้าแปลก แม้แต่หน้าสวย น่ารัก คนที่ผมแอบชอบ หรือปลื้ม(มันก็แทบไม่เหลือใครแล้ว)  ผมไม่กล้าคุยด้วยเลยสักคน แม้แต่สบตาผมก็ยังเขินอายเลย จะมองว่าอาการเหล่านั้นมันดูน่ารักได้ไหม ถ้าไม่ใช่ตัวเองก็อาจน่ารักก็ได้(หรือว่าน่ารำคาญก็ไม่รู้นะ)

นึกถึงตอนเป็นเด็กแล้วมันมีความสุขครับ แต่ชีวิตวัยเด็กก็ใช่ว่าจะมีแต่มุมที่น่ารักเพียงอย่างเดียว หลายๆคนบอกว่าเด็กนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาว แต่สำหรับผมกลับคิดต่างออกไป ครั้งหนึ่งผมเคยได้สนทนากับพี่หมอ(นายแพทย์บัลลังค์ เหลืองวรานันท์) คุยกันถึงประเด็นนี้เท่าที่ผมจำได้พี่หมอก็มีความคิดว่าเด็กแต่ละคนเกิดมาต่างมีบางสิ่งบางอย่างติดตัวมาตั้งแต่เกิดซึ่งพี่หมอก็ได้เล่าถึงน้องปังปอนด์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ผมได้ฟังแล้วก็เห็นด้วย เพราะเด็กแต่ละคนนั้นเกิดมาต่างก็มีอุปนิสัยเฉพาะตัวเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ก็คงไม่ถึงกับเปื้อนสีใดออกมาเลยเสียทีเดียว ผมคิดว่าเด็กก็เป็นผ้าขาวนั่นแหละครับแต่ผ้าเหล่านั้นอาจไวต่อสีที่แตกต่างกันไปบ้างเท่านั้น ดังนั้นผ้าขาวแต่ละผืนก็มีสิทธิที่จะซึมซับบางสิ่งบางอย่างเข้าไปมาก บางอย่างเข้าไปน้อยไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตามโดยเนื้อแท้ทุกคนก็ยังเป็นผ้าขาว

ตอนวัยสองสามขวบนั้นผมเคยโกรธเพื่อนคนหนึ่งมาก เพื่อนคนนี้เป็นเหมือนเด็กเกเรประจำห้อง จะชอบแกล้งคนโน้นคนนี้เป็นประจำ ตัวใหญ่มีแรงเยอะ ชอบใช้กำลัง วันนั้นหลังเลิกเรียน พ่อกับพรรคพวกขอท่านมาเล่นฟุตบอลกันที่สนามบอลโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ โดยผมก็ติดสอยห้อยตามพ่ออยู่ที่ข้างสนาม ผมมีลูกฟุตบอลลูกหนึ่งที่พ่อให้ไว้ฝึกเตะฟุตบอล ผมก็เล่นอยู่ตัวนเดียว สักพักหนึ่งบอลก็ถูกแย่งไปด้วยน้ำมือของเพื่อนคนที่ว่านี้ เพื่อนคนนั้นอุ้มลูกบอลของผมแล้ววิ่ง ไม่ถึงกับวิ่งหนีแต่เป็นการวิ่งยั่วให้ผมไล่ตามมากกว่า ตอนนั้นรู้สึกไม่พอใจเพื่อนมาก พยายามวิ่งไล่ตามเพื่อจะเอาลูกฟุตบอลคืนมาจากเจ้าวายร้ายนั่นอย่างสุดชีวิต แต่วิ่งไปก็ไม่ทัน เพื่อนเจ้ากรรมก็หยุดรอ พอผมวิ่งไปถึงมันก็ยกบอลล่อหลอกหลบหลีกไม่ให้ผมแย่งไปได้ สีหน้าของหมอนั่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะ เสียงเร่งเราให้ผมเข้าไปแย่งมาจากปากของเขาอยู่ต่ลอดเวลา ส่วนผมมีแต่คำพูดว่า “เอาคืนมานะ” พร้อมด้วยน้ำตาที่เริ่มปริ่มออกมาเรื่อยๆ

ความโกรธ ความเสียใจ ความท้อแท้ ถาโถมเข้ามา ความอึดอัดที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ความเคียดแค้นเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันรู้ตัวกำปั้นของผมถูกส่งออกไปเต็มแรง เป้าหมายอยู่ที่บริเวณปากของเพื่อนคนนั้น ผลคือเลือดสีแดงสดไหลเต็มทั้งปากและกำปั้นของผม ลูกบอลหลุดจากมือเพื่อน ผมรีบคว้าเอาไว้แล้ววิ่งไปหาพ่อที่นั่งดูอยู่ไกลๆทันที เลือดยังคงไหลจากกำปั้นของผมและปากของเพื่อนคนนั้นอยู่ เขาวิ่งตามผมมาด้วยใบหน้าที่เจ็บแค้น พ่อผมออกเสียงห้ามเพื่อนเอาไว้ เขาเดินกลับบ้านด้วความเจ็บแค้น ผมนั่งร้องไห้อยู่บนตักพ่อไม่รู้ว่าร้องด้วยสาเหตุใดบ้าง เจ็บใจ โกรธ กลัว เจ็บมือ อันไหนย้างผมก็ไม่แน่ใจตัวเอง รู้แต่ตอนนั้นร้องไห้ รู้ว่าตอนนั้นไม่ชอบเพื่อนคนนี้ จะไม่คุย ไม่เล่น ไม่ยุ่งด้วย

ทุกวันนี้รอยฟันของเพื่อนที่เจาะเข้าไปในกำปั้นของผมยังคงมีอยู่ เป็นรอยที่ผมมองมือตัวเองเมื่อไหร่ก็คิดถึงเพื่อนคนนี้เสมอ เราไม่ได้เจอกันมานานร่วมสิบปีได้แล้ว แต่เขาก็ยังเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ผมระลึกถึงอยู่เสมอ หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็ดำเนินชีวิตกันไปตามปกติแล้วก็ห่างและจากกันตามวันเวลาและเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน ผมจำได้รางๆว่า เราพูดคุยกันเรื่องสุขภาพของยายของเพื่อนผมคนนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ความรู้สึกที่เจอกันตอนนั้นบนใบหน้าของเราทั้งคู่มีแต่รอยยิ้ม มีแต่ความรู้สึกยินดีที่ได้เจอเพื่อนเก่า ความเจ็บแค้นเมื่อตอนนั้นไม่รู้ว่ามันหายไปที่ไหน รู้แต่ว่าผมมีรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงเพื่อนคนนี้ ผ้าขาวกลับมาขาวได้บ้างแล้ว

ตอนที่ผมเขียนอยู่นี้ ผู้คนในประเทศเราล้วนโดนสีต่างๆ มาย้อม จิตใจหลายคนบอบช้ำ หลายคนมีความรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง โกรธแค้น อึดอัด สะใจ คลุ้มคลั่ง ตื่นเต้น สนุกสนาน เบื่อหน่าย เซ็ง เครียด กลุ่มใจ เศร้า และอีกหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาแล้วก็ซึมซับกันไว้ในหัวใจ จนเราอาจจะลืมตัวตนของเราที่เป็นผ้าขาวไปแล้ว ผมสงสัยและมีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นในใจผมมานานหลายปีมาแล้วว่า ฮิตเลอร์ ก็เคยเป็นเด็กใช่ไหม แล้วตอนเด็กเขาเป็นอย่างไร โจรผู้ร้าย ฆาตรกร ก็ต้องเคยเป็นเด็กใช่ไหม ตอนเด็กเขาเป็นอย่างไร ผู้คนทุกคนต้องเคยเป็นเด็ก ผมเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่าตอนนั้นทุกคนต้องมีความน่ารักอย่างน้องพอเพียง เวลาเรามองเด็กตัวน้อยๆ ด้วยวัยเท่านั้น เราจะเห็นว่าเขาน่ารักทุกคน แล้วเราก็จะมองว่าตัวเองในปัจุบันนั้นน่ารักสู้ตัวเองตอนนั้นไมได้เลย วันนี้ผมถามคำถามนี้กับตัวเอง ผมได้พบกับตัวตนของตัวเองตอนที่เป็นผ้าขาว ผมรู้สึกสงบอย่างประหลาดแม้สถานการณ์รอบตัวจะวุ่นวายอยู่ ถ้าใครยังมีจิตใจว้าวุ่นอยู่ลองตอบคำถามนี้หน่อยนะครับ “ตอนเด็กๆพวกคุณเป็นอย่างไร?”

ปล. เพื่อนผมชื่อว่าเอกครับ คือผมมีเพื่อชื่อว่าเอกเยอะมากเลย เวลานึกถึงเพื่อที่ชื่อเอกสักคน หน้าจะลอยเข้ามาเยอะไปหมด มีตั้งแต่เพื่อนสมัยอนุบาลยันมหาวิทยาลัยเลยครับ

ก็มันอยากเขียน

วันนี้ผมนอนไม่หลับ ไม่รู้เป็นอะไร หลังจากเพิ่งกลับจากการไปจัดรายการวิทยุ มันเหมือนมีความคิดอะไรบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในหัว แต่มันก็ไม่ชัดเจนเรียบเรียงออกาให้แม้แต่ตัวผมเองจะรู้เรื่องหรือเข้าใจมันได้ยากลำบากเต็มที ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากว่าวันนี้ผมใช้ความคิดค่อนข้างมาก เพราะต้องช่วยโปรดิวเซอร์รายการคิดปรับปรุงแก้ไขรายการกันใหม่ หลงจากจัดรายการมาได้ 2 เดือนก็รายการที่ผมทำอยู่ก็มีอันต้องโดยย้ายเวลา จากเดิม 2 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม ก็ต้องเลื่อนออกไปอีก 1 ชั่วโมงเป็น 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ด้วยเหตุผลบางอย่างของสถานี ทำให้รูปแบบรายการที่กำลังลงตัวแล้วต้องมาปรับเปลี่ยนกันยกใหญ่ และวันที่ผ่านนี้ก็เป็นวันแรกท่เราได้ลองจัดรายการในรูปแบบใหม่ ซึ่งผลที่ออกมาก็ยังไม่ดีเท่าที่คิดไว้ แต่นั่นอาจเป็นเพราะนี่เป็นวันแรกทั้งผู้ฟังอาจยังปรับตัวเองไม่ทัน (ตัวคนจัดเองก็ด้วย) ก็เลยใจทย์ให้ต้องคิดแก้ไขกันอย่างเร่งด่วน ก็เลยทำให้ผมนอนไม่หลับ เพราะสมองมันยังไม่ยอมหยุดคิดเสียที หลังจากนอนพลิกไปพลิกมาหลายตลบผมก็เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาเปิดคอมฯ และก็ลงมือเขียนบทความชิ้นนี้ โดยมีจุดมุ่งหวังเพียงแค่ได้ระบายสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาให้หมด แล้วจะได้ไปนอน (นั่นทำให้บล็อกนี้เคลื่อนไหวเสียทีหลังจากนิ่งไปนาน)

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าตอนนี้แม้ผมจะมีความคิดต่างๆ อยู่เต็มสมองแต่มันก็ไม่เป็นระเบียบเสียทีเดียว มันดูกระจัดกระจาย และมีมากเรื่องเกินไป สิ่งที่ผมเขียนออกมานี้จึงแทบจะไม่ได้กลั่นกรองเลย คิดอย่างไรก็เขียนไปทันที แต่อตนนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องการไปจัดรายการวิทยุ

พอมานึกว่าผมได้ไปจัดรายการวิทยุได้อย่างไร มันก็เป็นเรื่องที่นอกเหนือการอธิบายจริงๆ น่าจะบอกได้เพียงแต่ว่าโชตชะตาพาไป ทั้งที่ตัวผมเองไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มาทำในสิ่งนี้ แต่อยู่ดีๆก็ได้เข้ามา ซึ่งผมก็รู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ดีเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากอย่างหนึ่งในชีวิต ผมได้เข้ามาสัมผัสกับการทำรายการวิทยุ ได้เห็นทั้งเบื้องหน้า เยื้องหลัวและเบื้องลึกบางอย่างในวงการนี้ แม้จุดที่ผมได้ไปสัมผัสจะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่นั่นก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย

รายการที่ผมจัดในตอนแรกคือรายการ Teen Together เป็นรายการที่เปิดพื้นที่ให้วัยรุ่นได้เข้ามาพูดคุย ปรึกษา หรือระบายสิ่งต่างๆ โดยมีผม(สลับกับคนอื่นๆ)ที่เป็นนักจิตวิทยาเป็นผู้ช่วยเหลือ ช่วงแรกที่จัด (ตั้งแต่เมษายนปี 52) ผมได้จัดในวันศุกร์ตอน 4 ทุ่ม จนถึง 5 ทุ่ม ก็จัดมาเรื่อยๆ ตัวรายการก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเล็กๆน้อยๆมาตลอดมาจนถึงสิ้นปี52 ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ไปจัดรายการนั้น ตัวผมมีความรู้สึกตื่นเต้นพอประมาณ (พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้) จำได้ว่าผมมีปัญหากับการใช้ไมค์อยู่เล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดดังแค่ไหน ต้องอยู่ใกล้หรือไกลไมค์แค่ไหนถึงจะพอดี แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับจิตใจผมเท่าไหร่ รู้แต่ว่าพยายามทำให้เต็มที่ มานึกๆดูตอนนี้ ผมว่าตอนนั้นผมเกร็งเหมือนกันนะแม้ว่าสิ่งที่ออกมามันจะดูไม่เป็นอย่างนั้น แต่ผมรู้สึกได้เลยว่าผมไม่ค่อยผ่อนคลายเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามผมก้รู้สึกดีกับการัดรายการในครั้งแรกของผมทีเดียว มันมีความรู้สึกที่สนุก ท้าทาย ต้องคิดไวทำไว เพราะเป็นรายการสด ก็ต้องคอยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ทัน จำได้ว่าผมมีการพูดแถๆในเรื่องอะไรสักอย่าง น่าจะเป็นคำพูดที่ฝากให้คนฟังก่อนปิดช่วงที่ผมทำ ผมว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดี ผมรู้สึกขอบคุณอาจารย์โสรีช์อยู่เสมอ คำสอนของอาจารย์ช่วยชีวิตผมมาหลายครั้ง และก็ทำให้ผมมีชีวิตที่มีความหมายได้ มันอยู่กับผมในทุกๆขณะไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการใช้ชีวิต มันเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้ท่องจำ แต่ผมรู้สึกว่ามันซึมอยู่ พอถึงเวลาที่จะต้องใช้มันก็ออกมาเอง ในการจัดรายการวิทยุนี่ผมก็ได้สิ่งเหล่านี้ช่วยไว้หลายครั้ง นอกจากช่วยผมแล้วสิ่งที่อาจารย์สอนก็ยังไปช่วยผู้ฟังหรือแม้แต่นักจัดรายการที่ทำคู่กันก็มาบอกกับผมว่าเข้ารู้สึกว่าเขาได้นำสิ่งที่ผมพูดซึ่งมาจากคำสอนของอาจารย์ที่ปลูกฝังอยู่ทั้งเนื้อตัวและหัวใจของผมไปช่วยให้ชีวิตของเขาผ่านพ้นสภาวะที่ทุกข์ใจได้

ตอนนี้(ที่กำลังเขียน)เวลา 2.35 น. ผมรู้สึกว่าใจสงบและความง่วงก็เข้ามาครอบงำมากแล้ว ไว้ครั้งหน้าผมจะมาเขียนต่อแล้วกันนะครับจะพยายามไม่ให้เว้นช่วงนานเกินไป

ฺBECK ปุปะจังหวะฮา ベック

“การ์ตูนแนวดนตรีร็อคที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับผม” นี่คือคำนิยามที่ผมมีต่อการ์ตูนเรื่องนี้ ผลงานของ HAROLD SAKUICHI ที่ทำให้เราเข้าถึงบรรยากาศของการก่อร่างสร้างตัวของวงดนตรีที่จะก้าวไปสู่การเป็นตำนานของวงการร็อคในอนาคต ความฝัน ความหวัง ของคนหนุ่มสาว(และที่เคยหนุ่มสาว) เล่ห์เหลี่ยม ลูกไม้ต่างๆในวงการเพลง ถูกนำเสนอมาได้อย่างลงตัว

การ์ตูนเรื่องนี้ถูกนำไปทำเป็นอนิเมชั่น และเคยถูกนำมาฉายในบ้านเราทางช่องเคเบิ้ลทีวีชื่อดังของบ้านเรา ซึ่งตัวอนิเมชั่นนั้นผมเคยดูเพียงผ่านๆ แต่ในตัวการ์ตูนต้นฉบับผมได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ และสัมผัสได้ถึงความสุดยอดของลายเส้นที่ไม่สามารถเรียกได้ว่าสวย แต่สามารถดึงเราเข้าไปดื่มด่ำกับดนตรีที่ไม่มีจริงได้ นอกจากการ์ตูนเรื่อง “วุ่นรักนักดนตรี NODAME CANTABILE” แล้ว นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เราสามารภได้ยินเสียงดนตรีจากหนังสือได้

ฉบับที่ 34 ซึ่งเป็นฉบับจบเพิ่งวางแผงในบ้านเราเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองครับ

สำหรับเรื่องนี้ผมให้เลย 5 ดาว

ปล. ตอนนี้เรื่องนี้ถูกนำไปทำแบบมีคนแสดงแล้วไปดูหน้าตาวง Beck ที่เป็นคนจริงๆ ได้ที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=NAz33R6wJyQ เลยครับ

คลั่ง…

หลังจากได้คุยกับทาง บก. ว่าธีมของเล่มนี้จะเป็นเรื่องของความคลั่ง ทันใดนั้นก็มีเรื่องที่ปรากฏในสมองขึ้นมาทันทีสักสองสามเรื่อง แต่ก่อนจะเข้าเรื่องก็ขอนอกเรื่องสักนิดก่อน วันก่อนผมไปจัดรายการวิทยุตามปกติ แล้วก็มีสายจากทางบ้านมากมายที่โทรมาปรึกษาผมในเรื่องราวต่างๆ แต่มีอยู่สายหนึ่งที่ติดตรึงใจผมมาก เป็นสายจากคุณแม่ของน้องคนหนึ่งที่เป็นแฟนประจำของรายการ ที่จริงครอบครัวนี้เป็นแฟนรายการทั้งครอบครัวเลย คุณแม่โทรมาปรึกษาด้วยปัญหาที่ว่า ลูกๆทุกคนนั้นติดคุณพ่อคุณแม่มาก โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กที่ติดอย่างรุนแรง จะไม่ยอมไปโรงเรียนถ้าคุณพ่อหรือคุณแม่ไม่ไปส่ง ไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนแต่จะให้เพื่อนมาที่บ้านแทน ที่จริงนี่เป็นครั้งแรกที่ผมพบว่ามีปัญหาเช่นนี้ด้วย เพราะส่วนใหญ่จะเจอแต่พ่อแม่เข้ามาปรึกษาเรื่องลูกติดพื่อน ติดเกมส์ หนีเที่ยว อยู่ไม่ติดบ้านซะเป็นส่วนใหญ่ คุณแม่ท่านนี้ห่วงว่าลูกจะเป็นอย่างไรถ้าหากว่าไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วย ส่วนลูกก็บอกว่านั่นเป็นเรื่องในอนาคตตอนนี้ขอตักตวงความสุขที่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ไว้ก่อน เป็นปัญหาครอบครัวที่ชวนให้อมยิ้มเลยทีเดียว

กลับเข้าเรื่องดีกว่า คำว่าคลั่งนั้นบางทีก็มองได้หลายแง่หลายความหมาย สำหรับผมในเรื่องนี้ผมยกให้เป็นเรื่องที่ดีละกัน คลั่งที่ดีสำหรับผมนั้นต้องเริ่มต้นด้วยความรักดังเช่นครอบครัวข้างต้น ความรักที่ลึกซึ้งทำให้มนุษย์พร้อมที่จะทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจให้แก่คนหรือสิ่งที่ตนรัก นอกจากแม่ลูกคู่นี้แล้วก็ยังมีเรื่องของผู้ฝึกไอคิโดอีกหลายท่านที่ผมนึกถึง ด้วยความสัตย์จริง ผมนั้นสนใจและชอบไอคิโดอย่างสุดซึ้ง เคยฝึกแม้กระทั่งในความฝัน แต่ทุกวันนี้ผมไม่ได้ไปฝึกไอคิโดเลยเป็นเวลาเกือบปีแล้ว ด้วยเหตุที่ผมอ้างแก่ตนเองและบุคคลอื่นคือไม่เวลา การเดินทางลำบาก แต่มีพี่คนนึงที่ผมเคยสัมภาษณ์ เขาทำงานอยู่แถวนวนครซึ่งไกลจะศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ที่ดินแดงมากๆ แต่พี่เขาสามารถมาฝึกไอคิโดตอนหกโมงเย็นได้เป็นประจำ พี่เขาบอกผมว่า “ผมรักไอคิโด” ผมเลยไม่กล้าใช้คำว่ารักขอเป็นสนใจและชอบมากดี่กว่า แต่พอนึกถึงพี่เขาทีไรผมก็มาบิดๆหักๆข้อมือตัวเอง แล้วไปม้วนหน้าม้วนหลังที่เบาะบนบ้านทุกที

การคลั่งอันเกิดมาจากความรักที่ลึกซึ้ง รักที่พร้อมจะสละตัวเอง พร้อมที่จะอุทิศทุกสิ่งอย่างเพื่อสิ่งที่รัก การคลั่งเช่นนั้นผมเชื่อว่าเป็นการคลั่งที่จะสร้างโลกที่สวยงามขึ้นมาได้ ขณะที่จะนึกถึงเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ ผมก็ถามตัวเองไปด้วยว่าผมคลั่งเรื่องอะไรอยู่บ้าง ส่วนใหญ่มันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อความสุขสบายของตัวเองเป็นที่ตั้ง ผมถามตัวเองต่ออีกว่าไม่มีคลั่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลกนี้บ้างเลยเหรอ เรื่องเหล่านี้ก็ผุดขึ้นมา

แต่เรื่องแรกที่เข้ามาในหัวผมดันเป็นเรื่อง ไทเกอร์ วูด ไปบำบัดโรคติดเซ็กส์ซะงั้น…

มังกรอหังการ หมาป่าคะนองศึก 龍狼伝 Ryūrōden

นี่เป็นการ์ตูนเรื่องโปรดของผมเรื่องหนึ่งในขณะนี้

สำหรับแฟนๆสามก๊กนี่เป็นการ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งที่หยิบยกเรื่องราวและตัวละครในนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งของโลกมานำเสนอใหม่ในรูปแบบการ์ตูน แต่สำหรับผู้ที่หวังจะอ่านการ์ตูนเรื่องนี้แล้วจะรู้เรื่องราวสามก๊กเสมือนดั่งอ่านจากหนังสือสามก๊กทั่วๆไปก็ต้องขอบอกว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณต้องการแน่ การ์ตูนเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของเด็กนักเรียนชายหญิงชายญี่ปุ่นคู่หนึ่งที่โดนมังกรพาย้อนเวลาทาสู่ยุคสามก๊ก แล้วพวกเขาทั้งสองก็เข้าไปมีบทบาทในการศึกยุคนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผมซึ่งเป็นแฟนสามก๊ก และอ่านสามก๊กในหลายๆ version มา ผมรู้สึกชอบกับสามก๊กในแบบมังกรอหังการฯ นี่เป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่เราได้สัมผัสในมังกรอหังการฯ ถือว่าเป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่ก็ยังคงกลิ่นอายและเสน่ห์ของสามก๊กไว้ได้อย่างดี ที่ผมชอบเป็นพิเศษเลยคือบุคลิกและพัฒนาการของตัวละคร ในเรื่องอารมณ์ ความคิด และอุดมการณ์ทางการเมือง เนื้อเรื่องก็ทำออกมาได้สนุก เป็นสามก๊กออกแนวกำลังภายในมีพลังพิเศษ มาต่อสู้กัน แต่ก็มีการใช้กลยุธ การใช้พละกำลังและมันสมองของมนุษธรรมดา บทบาทของสงครามที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปจากที่พวกเราเคยรู้จัก

เรื่องราวทั้วหลายผมไม่อยากจะเปิดเผยมาก อยากให้ลองไปอ่านดูครับ อ่านได้ทั้งแฟนสามก๊กและไม่ใช่ ตอนนี้ออกถึงเล่ม 37 + 3 (ภาค1 37 เล่ม ภาค2 ออกมาถึงเล่ม 3 แม้จะแบ่งภาคแต่เรื่องราวก็ต่อเนื่องกัน) ในเครือ วิบูลย์กิจคอมมิค

ขอทำตัวเป็นนักวิจารณ์สักนิดนึงนะครับ สำหรับเรื่องนี้เอาไปเลยครับ 4 ดาว

แดงเดือด (อันแสนสุข)

หลังจากความสุขเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผมเขียนไปนั้น ผมกลับต้องพบกับความเศร้าอีกหลายสัปดาห์เหลือเกินเพราะผลงานของทีมรักของผมกลับดิ่งลงเหวเอาซะดื้อ ความพ่ายแพ้ 4 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปี เป็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจเหล่าเดอะค็อปเสียจริง ทำให้ผมหมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากจะมาเขียนอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งๆ เพื่อนคนหนึ่งเข้ามาให้ความเห็นว่าให้เขียนเพิ่มได้แล้ว ผมก็เลยกลับมานั่งคิดว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรดีนะ ก็พบว่าเรื่องนี้แหละที่น่าเขียนที่สุด ต้องขอบคุณเพื่อนผมคนนี้ด้วยนะครับที่ช่วยจุดประกาย ก็หวังว่าเพื่อนจะอ่านบทความนี้ด้วยความสุข และแสบๆคันๆไปจนจบได้นะครับ (รู้นะว่าเธอเจ็บ ยืม บ.บู๋ มาใช้หน่อย อิอิ)

ศึกแดงเดือด หรือการแข่งขันของสองทีมที่เป็นอริกันมาช้านานอย่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ยูฯ นั้นเข้มข้นและเร้าใจอยู่แล้ว และครั้งนี้มันก็ยิ่งเร้าอารมณ์ของแฟนบอลโดยเฉพาะทางฝั่งหงษ์แดงนั้น มันทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่นไปในคราวเดียวกัน เพราะฟอร์มการเล่นที่ดูไม่ได้ และความพิการของนักเตะที่นัดกันเจ็บอย่างไม่น่าให้อภัย ทำให้ความมั่นใจของทีมจากลุ่มน้ำเมอร์ซีไซด์ยิ่งตกต่ำสุดๆ สถานะการณ์ของทีมไม่ต่างจากทีมหนีตกชั้นในช่วงท้ายฤดูกาลคือพลาดไม่ได้  ที่กลายเป็นความกดดันทั้งต่อแฟนๆและตัวนักเตะเองด้วยและรวมไปถึงนายใหญ่ของทีม (ทั้งเจ้าของและผู้จัดการทีม)

อย่างไรก็ตามความกดดันเหล่านั้นถูกปลดปล่อยมาเป็นความมุ่งมั่นในเกมที่มีความหมายที่สุด โดยรูปเกมแล้วเป็นเกมที่ผมรู้สึกว่าทั้งทีมยังเล่นได้ไม่ดี คือเป็นบอลที่ไม่มีทรง ไม่มีรูปแบบในการเข้าทำ ใช้แต่ความสามารถเฉพาะตัว ของนักเตะแนวรุก 3 คน อย่าง เคาท์ เบนนายูน และ ตอรร์เรสที่ฝืนเจ็บลง แม้ว่าเกมในครึ่งแรกทางลิเวอร์พูลจะมีโอกาสลุ้นประตูมากครั้งกว่า แต่การขึ้นบอลของแมนฯยูฯ และครั้งก็ทำเอาหัวใจผมวูบหวิวไปเหมือนกันเพราะดูเป็นการทำเกมที่มีรูปแบบ มีการแผนการ มีทีมเวริค โชคดีเหลือเกินที่ไม่เสียประตูไปก่อน

พอเข้าครึ่งหลัง ผมรู้สึกว่าเกมของแมนฯยูฯแปลกไป คือเหมือนไม่มีพลังหรือหมดแรงก็ไม่รู้ ดูขาดความเป็นแมนฯยูฯนั่นคือไม่ค่อยบดบี้เท่าที่ควร แม้กระทั่งตอนโดนนำไปแล้วก็ตาม ผมกลับรู้เฉยๆกับเกมบุกของแมนฯยูฯไปเลย ไม่รู้ผองเพื่อนชาวเด็กผีจะรู้สึกอย่างไรบ้าง สำหรับผมรู้สึกว่าแนวรุกแมนฯยูฯเหมือนขาดอะไรไป ทั้งๆ ที่ลิเวอร์พูลก็เล่นได้ไม่ดีเท่าไหร่ จะมีก็แนวรับที่พลาดน้อยกว่าที่เคย ผมลองวิเคราะห์แล้วพบว่าแมนฯยูฯขาดจอมทัพไปนั่นเอง

หลายคนพอได้ยินว่าแมนฯยูฯแพ้เพราะขาดจอมทัพ อาจนึกถึงเจ้าเจ็ทโด้ที่เพิ่งจากไป ไม่ใช่ครับจอมทัพและนักเตะที่ดีที่สุดของแมนฯยูฯนะเวลานี้ไม่ใช่เจ้าจิ้งเหลนโด้จอบสับแหลก ไม่ใช่เจ้าหมูรูนอ้วนพลิ้ว แต่เป็น เทพกุ้ง ดาเรน เฟลทเชอร์ หลักฐานก็คือ สองเกมที่แมนฯยูฯแพ้ในปีนี้ เกิดขึ้นในเกมที่ขาดกัปตันทีมชาติสก็อตแลนด์ทั้งสองเกม แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ขาดหายไปของแมนฯยูฯ

ส่วนทางทีมรักของผมนั้นต้องบอกว่าเป็นเพราะความขยันและมุ่งมั่นของนักเตะทุกคนแท้ๆ ที่ทำให้คว้าชัยชนะมาได้ เพราะถ้าดูที่คุณภาพในการเล่นแล้ว นอกจากเกมรับที่เล่นกันได้ดีมากทุกคน ในเกมรุกกลับมีแค่ น้ายูนกับเทพตอร์เท่านั้นที่คอยป่วนแผงหลังทีมเยือนได้หน่อย และก็เป็นเพราะสองคนนี้ที่ทำให้ทีมขึ้นนำ แต่คนที่น่ากล่าวถึงมากในเกมนี้ผมขอกล่าวถึงกระทาชายนามว่า……..ลูคัส เลว่า

อดีตกัปตันทีมชาติบราซิลรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ผู้ที่มีทักษะอันเอกอุที่เหมือนได้รับการขัดเกลามาจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าอเมริกาใต้ เสียงสรรเสริญในทักษะเหล่านั้นกลับค่อยๆลดลงไป โดยเฉพาะในเกมนี้ เขามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งทั้งการตัดเกมกลางสนาม และการจ่ายให้เพื่อนหลุดเข้าไปยิงถึงสองครั้งและเป็นหนึ่งประตู ฤา นี่จะเป็นนิมิตรหมายอันดีว่าเจ้าหมอนี่อาจจะเดินรอยตามเทพกุ้งของแมนฯยูฯก็เป็นได้ เขาอาจกลายเป็นเทพลูคัสในอนาคตก็เป็นได้

ปล. เรื่องนี้ยังไม่จบ แต่ขอพักไปดูบอลก่อนนะครับ

ความสุขเมื่อสุดสัปดาห์

     ตามชื่อเรื่องเลยครับ ตอนนี้ผมมีความสุขครับ เป็นความสุขที่จะต้องลุ้นทุกๆสุดสัปดาห์ ซึ่งบางครั้งก็สุขบางครั้งก็ทุกข์ ผมว่าใครก็ตามที่ติดตามกีฬาและมอบหัวใจให้กับทีมหรือนักกีฬาสักทีมหรือคนแล้ว ในทุกๆสุดสัปดาห์ทุกคนน่าจะมีปรากฏการณ์บางอย่างในใจที่คล้ายๆกัน สำหรับผมสุดสัปดาห์นี้ผมรู้สึกตื่นเต้นและลุ้นให้ทีมรักของผมได้รับชัยชนะ

     จะด้วยกระแสฟุตบอลไทยฟีเวอร์หรือเพราะใจของผมนั้นรักฟุตบอลอย่างสุดซึ้ง ผมจึงมีทีมฟุตบอลไทยที่คอยเอาใจช่วยอยู่เสมอ ซึ่งตอนนี้จะเป็นทีมไหนไปไม่ได้นอกจากทีมบ้านเกิดของผมนั่นคือทีม “นกเงือกพิฆาต” เทศบาลปราจีนบุรี ซึ่งตอนนี้กำลังกรำศึกอยู่ในระดับดิวิชั่นหนึ่ง อันเป็นลีคที่รองจากลีคสูงสุดคือไทยแลนด์พรีเมียร์ลีคไปหนึ่งลำดับ ผลงานของทีมในตอนนี้ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับยังอยู่ในกลุ่มผู้นำและยังมีลุ้นเล็กๆในการเลื่อนชั้นขึ้นไปสู่ลีคสูงสุดของประเทศ และความสุขของผมที่เกิดขึ้นก็มาจากทีมรักนี้เองที่สามารถเปิดบ้านเอาชนะทีมดังอย่างทหารบกไปได้หวุดหวิด 1 ประตูต่อ 0 ยอมรับจากใจจริงว่าผมยังไม่เคยไปดูการเล่นของทีมบ้านเกิดด้วยตาตัวเองเลยสักครั้ง เพราะอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ก็คอยเอาใจช่วยและติดตามผลงานทุกๆสัปดาห์ และครั้งนี้เขาก็ทำให้ผมและชาวปราจีนบุรีทุกคนมีความสุข

     แต่นอกเหนือไปจากทีมบ้านเกิดผมแล้วความสุขที่ตามมาอีกก็คือ ทีมรักที่ผมติดตามเชียร์มาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กน้อย ทีมที่ผมอุทิศน์หัวใจให้ไปอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ทีมฟุตบอลชื่อดังจากเกาะอังกฤษ ทีมที่ผมติดตามเชียร์มานานแสนนานกว่า 10 ปี ได้รับชัยชนะไปได้อย่างสวยงามเหนือทีมเยือนฮัลล์ซิตี้ ถึง 6 ประตู ต่อ 1 ตอนนี้หลังจากที่เปิดฤดูกาลนี้มาอย่างย่ำแย่ ลิเวอร์พูลก็ค่อยๆ ที่จะเรียกฟอร์มเก่งกลับเข้ามาสู่ทีมแล้ว แม้ว่าจะยังมีจุดบกพร่องอยู่ก็ตาม แต่การตามหลังจ่าฝูงเพียงแค่สามคะแนนก็เป็นสิ่งที่น่ายินดีหลังจากดูฟอร์มในช่วงแรก ด้วยความเป็น “เดอะค็อป” แล้วก็อยากจะเห็นผลงานของทีมที่ดีข้นไปเรื่อยๆ และหวังที่จะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับสุดสัปดาห์นี้ทุกสัปดาห์ไปจริงๆ สาธุ!

ปล. ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าทีมรักของผมทั้งสองทีมนี่เป็นสัตว์ปีกทั้งคู่เลยนะครับเนี่ย ทั้งนกเงือก ทั้งนกลิเวอร์เบริด (ในไทยเรียกเป็นหงส์ให้ดูเท่ห์)

วิชาจิตวิทยาแห่งความงอกงาม หลักสูตรชีวิตและความตาย มหาจุฬาฯ

วันนี้ผมได้มีโอกาสที่ดีมากในชีวิต เป็นโอกาสที่พี่ซูนและพี่สาระ รุ่นพี่ที่จิตวิทยาการปรึกษาจุฬาฯ ได้มอบให้แก่ผม พี่ซูนและพี่สาระได้รับมอบโอกาสจากอาจารย์โสรีช์ให้ไปถวายความรู้/สอน แก่นิสิตปริญญาโท หลักสูตรชีวิตและความตาย มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย จากข้อมูลที่ผมได้รับมาจากพี่ซูนและพี่สาระพบว่าหลักสูตรนี้เปิดมาเป็นรุ่นที่สามแล้ว โดยมีทั้งพระสงฆ์และฆารวาส เข้ามาเรียนในระดับปริญญาโท โดยหลักสูตรนี้เปิดสอนที่ศูนย์ของมหาจุฬาฯ ที่วัดสีสุดาราม (ถ้าเขียนชื่อผิดจะมาแก้ในภายหลังนะครับ) แถวๆบางขุนนนท์ หลักสตรนี้มุ่งหมายที่จะฝึกฝนบุคคลที่สามารถที่จะไปพูดคุยกับผู้ที่กำลังจะเผชิญกับความตายเช่นผู้ป่วยและญาติๆ เพื่อที่จะเยียวยาจิตใจให้เผชิญกับความตายได้อย่างสงบ ผู้ที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้มีตั้งแต่คนที่เพิ่งเรียนจบป.ตรีวัยยี่สิบกว่าๆ จนถึงผู้ที่มีอายุ 70-80 ปี แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่แต่ทุกคนมีความตั้งใจและสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับชีวิต โดยที่แต่ละคนก็มีแรงบันดาลใจในการมาเรียนที่แตกต่างกันออกไป

ผมได้มีโอกาสไปเข้าเป็นส่วนหนึ่งในวิชานี้ดังที่กล่าวมาในข้างต้นว่าได้รับโอกาสจากพี่ทั้งสองท่านที่เป็นอาจารย์ประจำวิชานี้ ได้ชักชวนให้ผมได้เข้าไปทำกลุ่มให้แก่นิสิตในชั้นเรียนนี้ ซึ่งการไปทำกลุ่มในครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะให้นิสิตได้เรียนรู้ถึงสภาวะของใจที่งอกงาม นั่นคือจิตใจที่รู้เท่าทันภาวะที่ปรากฎขึ้นภายในจิตใจ จนกระทั่งในใจนั้นปราศจากเสียงใดๆ ปราศจากคำถาม ปราศจากความสงสัย ปราศจากความขุ่นข้องหมองใจ ปราศจากความโกรธ ปราศจากความเคียดแค้นชิงชัง ปราศจากความกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ฯลฯ ใจที่ปราศจากเสียงต่างเหล่านี้ถือว่าเป็นใจที่มีคุณภาพในการกระทำกิจต่างๆ ก็จะเป็นการกระทำด้วยจิตที่สงบ เป็นการกระทำด้วยจิตที่งอกงาม งอกงามจากกรอบที่ครอบใจไว้ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความรู้ ความดี ความถูกต้อง ความอยาก ความต้องการ ฯลฯ ใจเช่นนี้จะทำให้ได้ยินถึงเสียงที่ไม่ได้เปล่งออกมา ได้ยินเสียงของหัวใจคนพูด ได้ยินความไพเราะของเสียงในธรรมชาติ ทำให้ตาสามารถมองเห็นความงามที่ไม่มีจำกัดของธรรมชาติ ทำให้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของโลกนี้ ทำให้การอยู่กับคนเบื้องหน้าได้อย่างกลมกลืนและเป็นสุข ใจที่งอกงามสำหรับผมแล้วนึกถึงใจที่มีพรหมวิหาร 4 ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงมิใช่เสแสร้งแกล้งทำเพื่อให้เสมือนว่าจะมีพรหมวิหาร 4 หรือแม้แต่พยายามจะทำ ตามความเข้าใจของผมนั้นพรหมวิหาร 4 ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเราพยายามจะมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเรารู้ว่านี่คือพรหมวิหาร 4 แต่เกิดขึ้นเมื่อใจเงียบ นี่คือสิ่งที่ผมเข้าใจและนำไปเป็นแนวทางในกลุ่มเพื่อที่จะให้สมาชิกในกลุ่มของผมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสัมผัสปรากฏการของใจด้วยตนเองโดยตรง หากแต่ควาพิเศษในการทำกลุ่มครั้งนี้มิได้อยู่ที่เนื้อหา ประเด็นหรือวัตถุประสงค์ของกลุ่มเลย หากแต่อยู่ที่สมาชิกกลุ่มนี่เอง

อย่างที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นแล้วว่านิสิตที่ศึกษาในหลักสูตรและวิชานี้มีทั้งพระสงฆ์และฆารวาส สิ่งที่พิเศษสำหรับตัวผมเองก็คือ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ทำกลุ่มกับพระสงฆ์ สิ่งที่ปรากฏในใจผมหบัวจากที่พี่ซูนเอ่ยปากชวนผมก็คือความตื่นเต้นยินดี ความรู้สึกนี้ไม่ได้รุนแรงเข้มข้น แต่ผมสำผัสได้ถึงสภาวะของใจผมได้เช่นนี้ มันไม่ได้เกิดจากความเชื่อมั่นในตนเอง หรือความมั่นใจในความสามารถของตนเองเลย ผมสังเกตว่าใจของผมไม่ได้มีความถามเลยว่าเราจะทำได้ไหม ไม่มีความมั่นใจเหลือคนาว่าฉันทำได้แน่ มันมีแค่ว่าฉันดีใจที่จะได้ไปทำ มันเป็นสิ่งเดียวที่ปรากฏในใจของผม การก้าวเขาไปในสนามครั้งนี้จึงเข้าไปด้วยใจที่พร้อมเต็มที่ ใจที่ไม่หวาดกลัว และไม่ประมาท ใจที่พร้อมยินดีกับทุกสิ่งที่จะเข้ามา การอยู่ในกลุ่มครั้งนี้ผมมองเห็นใจตนเองชัดเจนมาก สัมผัสและรับรู้ใจของตนเองในทุกขณะทั้งขณะที่รับฟังและขณะที่จะพูด การทำงานวันนี้จนจบผมก็ยงไม่แน่ใจนักว่าผมจะประเมินสมาชิกในกลุ่มผมได้ตรงตามความเป็นจริงแค่ไหน (พี่ซูนและพี่สาระมอบหมายว่าต้องให้คะแนนสมาชิกด้วย) แต่ที่ผมตอบได้ชัดที่สุดคือวันนี้ผมน่าจะได้เต็ม 10 นะ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.